วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เมืองเลย

จังหวัดเลย


ภูกระดึง
ภูกระดึง ภูเขาที่มีความมหัศจรรย์ ของเมืองเลย
กันว่า....หากอยากพิสูจน์รักแท้ ให้พาคนที่เรารักไปร่วมพิสูจน์รักด้วยการเดินทางพิชิตยอดภูของ อุทยานแห่ง ชาติภูกระดึง และถ้าหากเขาคนนั้น สามารถร่วมเดินทางไปกับคุณจนกระทั่งถึงยอดดอย และคอยช่วยเหลือดูแลกันและ กันเป็นอย่างดีแล้วล่ะก็ เขาก็คือรักแท้ของเราเป็นแน่แท้!!!

นี่คือตำนานคำกล่าวขานที่มักได้ยินเสมอๆ เมื่อเอ่ยถึง ภูกระดึง หรือ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการที่เราจะขึ้นไปถึงยอดดอยได้ ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 9 กิโลเมตร คือขึ้นเขา 5 กิโลเมตร บวกทางราบอีกประมาณ 3-4 กิโลเมตร (โห...ไหวไหมเนี่ย) ซึ่งนอกจากจะมีคู่รัก

ไปสัมผัสพิสูจน์รักแท้แล้ว ภูกระดึง มักจะได้รับความนิยมในการไปแบบกลุ่มเพื่อนๆ อีกด้วย และ
ทุกคนที่ได้ไปสัมผัสต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนเดินเหนื่อยมาก ๆ แต่พอได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติข้างบน ภูกระดึง แล้วคุ้มค่าสุด ๆ

แหม ... มีเสียงการันตีความท้าทาย ผจญภัย และน่าไปสัมผัสแบบนี้คงอดใจไม่ได้แล้วที่จะไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับภูกระดึง … เอาเป็นว่าเราไปทำความรู้จักอุทยานแห่งนี้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ

ภูกระดึงอุทยานแห่งชาติภูกระดึง
ภูกระดึง เป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 2 ของประเทศไทย ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย จุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย มีความสูง 1,316 เมตรจากระดับน้ำทะเล สภาพทั่วไปของภูกระดึง ประกอบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด พันธุ์สัตว์ป่านานาพันธุ์ หน้าผา ทุ่งหญ้า ลำธาร และน้ำตก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำพอง ซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญสายหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความสูง บรรยากาศ และสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดปี บนยอด ภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียส จึงเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยว ปรารถนาและหวังจะเป็นผู้พิชิตยอด ภูกระดึง สักครั้งหนึ่งในชีวิต


ภูกระดึง
สำหรับการเดินทางขึ้น ภูกระดึง นั้น ทางอุทยานฯ จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นได้ตั้งแต่เวลา 07.00 - 14.00 น. ของทุกวัน และหลังจากเวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ทางอุทยานฯ จะไม่อนุญาต เพราะระยะทางในการเดินทางขึ้นเขาต้องใช้เวลาในการเดินเท้า ประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งจะตรงกับเวลาพลบค่ำในระหว่างทาง ดังนั้น อาจจะทำให้เกิดความยากลำบาก อีกทั้งอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่าที่ออกหากินในเวลากลางคืนอีกด้วย
          อย่างไรก็ตาม อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย จะเปิดฤดูท่องเที่ยวอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 - 31 พฤษภาคม 2554 หลังปิดฟื้นฟูในช่วงฤดูฝน  

จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนภูกระดึง
ภูกระดึง, ผานกแอ่น
ผานกแอ่น  
เป็น ลานหินเล็กๆ มีสนต้นหนึ่ง ขึ้นโดดเด่นอยู่ริมหน้าผา เป็นจุดท่องเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้น ที่สำคัญอยู่จากที่พักศูนย์วังกวางเพียง 2 กิโลเมตร ในทุกเช้าของหน้าหนาวจะมีนักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปกันมากและ มักจะมีการชิงทำเลดีๆ เสมอ สมัยนี้ทางไปมักมีช้างอาละวาด ตอนเช้าจะต้องไปพร้อมเจ้าหน้าที่เสมอ ห้ามไปเอง เป็นอันขาด นอกจากนั้น หากอากาศดีพอ ในช่วงเวลาที่เดินเท้าฝ่าความมืดมาชมพระอาทิตย์ขึ้นนั้น เป็นช่วงที่ประจวบเหมาะกับ เวลาที่พระจันทร์กำลังจะลับขอบฟ้า ด้านตะวันตกนั้นจะได้เห็นภาพสวยงามแปลกตาไปอีกแบบ ริมทางเดินใกล้ผานกแอ่นเป็นสวนหินมีดอกกุหลาบป่าขึ้นอยู่เป็นดงใหญ่ ซึ่งจะบานสะพรั่งเต็มต้นในเดือน มีนาคม-เมษายน และใครที่อยากไปชมประอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ควรเตรียมไฟฉายสำหรับใช้ส่องทางไปด้วย

ภูกระดึง
ผาหล่มสัก 
ผาหล่มสัก ถ้าไม่มาชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ ก็เหมือนไม่ได้มาเยือนภูกระดึง…หลายคนถึงกับออกปากไว้แบบนั้น ตัวผาหล่มสักอยู่ห่างจากผาแดง 2.5 กิโลเมตร หากเดินมาจากแยกศูนย์โทรคมนาคมกองทัพอากาศ บนเส้นทางน้ำตก แต่ถ้าเดินจากที่พักศูนย์วังกวาง จะมีระยะประมาณ 9 กิโลเมตร หากจะมาต้องเตรียมตัวให้ดี เพราะขากลับจะมืดกลางทางอย่างแน่นอน ด้วยลักษณะแผ่นหินแปลกตากับโค้งกิ่งสนที่รองรับกันพอดิบพอดีเช่นนี้ นักท่องเที่ยวจึงนิยมจะใช้เป็นจุดชมวิว ดูดวงอาทิตย์ตกดิน และน่าจะถือได้ว่าเป็นภาพที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง แนะนำสักนิดสำหรับผู้ที่จะไปชมประอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ควรเตรียมเสื้อกันหนาวและไฟฉายสำหรับใช้ส่องทางเวลาเดินกลับที่พัก ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง

ภูกระดึง, ผาหมากดูก

ผาหมากดูก 
ผาหมากดูก อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2.5 กิโลเมตร เป็นผาที่มีลานหินกว้างขวาง เป็นผาสำหรับชมพระอาทิตย์ตกที่ใกล้ที่พักมากที่สุด สามารถชมทิวทัศน์ภูผาจิตในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ในช่วงต้นฤดูฝนจะมีดอกกระเจียวขึ้นเต็มทุ่งตามเส้นทางสู่ผาหมากดูก


ภูกระดึง, น้ำตกวังกวางน้ำตกวังกวาง 
ชื่อก็บอกอยู่แล้ว น้ำตกวังกวางอยู่ใกล้ที่พักศูนย์วังกวางมากที่สุด โดยมีระยะทางห่างแค่ราว 1 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ห้วยเล็กๆ ที่โอบล้อมที่พักอีกด้านจะไหลลงน้ำตกที่นี่ วังกวางเป็นน้ำตกเล็กๆ ชั้นที่สูงสุด จะสูงประมาณ 7 เมตร ด้านข้างของน้ำตกมีทางแคบๆ สำหรับปีนลงไปทีละคน จะพบหลืบหินมีลักษณะคล้ายถ้ำใต้น้ำตก น้ำตกวังกวางจะมีความสวยงามมากในช่วง ฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - ตุลาคม บริเวณนี้จะมีทากชุม เพราะเป็นด่านช้าง หรือทางช้างเดิน ส่วนในฤดูท่องเที่ยวซึ่งเป็นฤดูแล้ง ปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย นักท่องเที่ยวสามารถแวะชมได้ง่ายใกล้ที่พัก

ภูกระดึง, น้ำตกถ้ำสอเหนือ


                             
เห็ดพิษ
เห็ดพิษ
ระวังอันตรายจากเห็ดพิษ
ช่วงนี้ก็เป็นช่วงหน้าฝนและที่แน่นอนเห็ดป่ามักจะออกช่วงนี้เป็นจำนวนมาก จึงแนะนำให้ผู้ที่จะนำเห็ดมาประกอบอาหารก็ให้ระวังเห็ดพิษเอาไว้ด้วย เพราะอาจจะทำให้อันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว

     จังหวัดเลยเป็นจังหวัดหนึ่งที่นิยมหาของป่ามาบริโภคและแน่นอนก็ต้องมีเห็ดป่าที่นิยมนำมากิน และเป็นจังหวัดที่มีข่าวเรื่องการกินเห็ดพิษอยู่บ่อยๆทุกปี และที่ล่าสุดอยู่ที่บ้าน หนองบง ตำบลน้ำทูน อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ซึ่งได้รับประทานเห็ดพิษตายเกือบทั้งครอบครัวเหลือเพียงเด็กคนเดียวที่ไม่ได้ร่วมรับประทานผมจึงมาแนะนำวิธีการตรวจสอบว่าเห็ดชนิดมีพิษ และที่สำคัญเวลาการนำมาประกอบอาหารควรทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน และปรุงให้แน่ใจที่สุดว่าสุกแล้ว จึงจะรับประทานได้ มาดูกันว่าเห็ดพิษในประเทศไทยมีอะไรบ้าง(ประเทศลาวด้วยก็ได้นะ)

เห็ดพิษเห็ดพิษในประเทศไทยมีอยู่หลายชนิด ทั้งที่มีพิษร้ายแรงที่สุดที่ทำให้อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ คือ เห็ดในสกุลอะมานิตา (Amanita) และเห็ดในสกุลเฮลเวลลา (Helvella) ส่วนเห็ดในสกุลอื่นๆ ไม่เป็นอันตรายมากนัก เพียงแต่ทำให้เกิดอาการมึนเมา สำหรับในประเทศไทยเห็ดอะมานิตาเป็นเห็ดมีพิษที่ควรระวังมากที่สุด
วิธีทดสอบความเป็นพิษของเห็ด การสังเกตลักษณะต่างๆ
       เป็นการยากที่จะจำแนกได้ว่าเห็ดชนิดใดมีพิษหรือชนิดใดไม่มีพิษ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ นอกวงการเห็ดหรือชาวบ้านทั่วไป ดังนั้น ถ้าเก็บเห็ดชนิดหนึ่งชนิดใดได้และไม่แน่ในว่าเป็นเห็ดพิษหรือไม่ วิธีการง่ายๆ ที่ใช้ ทดสอบกันอยู่ในปัจจุบัน คือ
1. นำข้าวสารมาต้มกับเห็ด ถ้าไม่เป็นพิษข้าวสารจะสุก ถ้าเป็นพิษข้าวสารจะสุกๆ ดิบๆ

เห็ดพิษ
เห็ดระโงกมีทั้งชนิดกินได้และเป็นพิษ

2. ใช้ช้อนเงินคนต้มเห็ด ถ้าช้อนเงินกลายเป็นสีดำ จะเป็นเห็ดพิษ
3. ใช้ปูนกินหมากป้ายดอกเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษจะกลายเป็นสีดำ
4. ใช้หัวหอมต้มกับเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษจะเป็นสีดำ
5. ใช้มือถูเห็ดจนเป็นรอยแผล ถ้าเป็นพิษรอยแผลนั้นจะเป็นสีดำ แต่เห็ดแชมปิญญองเป็นเห็ดที่รับประทานได้ เมื่อเป็นแผลก็จะเป็นสีดำ
6. ดอกเห็ดที่มีรอยแมลงและสัตว์กัดกิน เห็ดนั้นไม่เป็นพิษ แต่กระต่ายและหอยทากสามารถกินเห็ดพิษได้
7. เห็ดที่เกิดผิดฤดูกาล มักจะเป็นพิษ แต่ในทุกวันนี้สามารถเพาะเห็ดได้ตลอดปี
8. เห็ดพิษมักจะมีสีฉูดฉาด เห็ดรับประทานได้จะมีสีอ่อน


จากการทดสอบทั้ง 8 วิธีดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถทดสอบความเป็นพิษของเห็ดได้อย่างแน่นอน

เห็ดพิษ
เห็ดหมึก
เช่น การจุ่มช้อนเงินลง ไปในหม้อต้มเห็ด พบว่า เห็ดอะมานิตา ฟัลลอยด์ (Amanita Phalloides) ซึ่งเป็นเห็ดที่มีพิษร้ายแรงที่สุด ช้อนจะไม่เปลี่ยน เป็นสีดำ หรือการสังเกตรอยกัดแทะของสัตว์ก็ยังไม่สามารถเชื่อถือได้ เพราะกระต่ายและหอยทากสามารถกัดกินเห็ดอะมานิตา ฟัลลอยด์ได้โดยไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เนื่องจากในกระเพาะอาหารของสัตว์ดังกล่าวมีสารที่ทำลายพิษของเห็ดชนิดนี้ได้
เห็ดพิษ
เห็ดระโงกหิน
ลักษณะของเห็ดพิษในสกุลอะมานิตา เห็ดพิษที่พบในประเทศไทยมากที่สุดขณะนี้คือ เห็ดในสกุลอะมานิตา และเห็ดพิษที่ร้ายแรงที่สุดคือ เห็ดอะมานิตา ฟัล ลอยด์ การสังเกตลักษณะของเห็ดในสกุลนี้ให้สังเกตที่ครีบดอกและสปอร์จะมีสีขาวโดยที่หมวกดอกเป็นสีอื่น นอกจากนี้ที่โคน ดอกจะมีปลอกหุ้มพร้อมกับมีวงแหวนที่ก้านดอก

อาการเป็นพิษของเห็ดพิษทุกชนิด 
ส่วนใหญ่จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ง่วงนอน ใจสั่นหรือปวด ท้องอย่างรุนแรง ฉะนั้นหากบริโภคเห็ดชนิดใดเข้าไปแล้วเกิดอาการดังกล่าว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที ถึงแม้ว่าเห็ดพิษบางชนิด พิษจะไม่รุนแรงมากนักก็ตาม แต่ถ้าผุ้ที่บริโภคเห็ดมีร่างกายอ่อนแอหรือป็นโรคภูมิแพ้ก็อาจจะเป็นอันตรายถึงแต่ชีวิตได้

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่รับประทานเห็ดพิษ
หากพบผู้ป่วยที่รับประทานเห็ดพิษและเกิดอาการพิษขึ้น ควรทำให้ผู้ป่วยอาเจียนโดยเร็ว เพื่อเอาเศษอาหารที่ ตกค้าง ออกมาให้มากที่สุดหากผู้ป่วยอาเจียนออกยากให้ใช้เกลือแกง 3 ช้อนชา ผสมน้ำอุ่นดื่มจะทำให้อาเจียนได้ง่ายขึ้น แต่วิธีนี้ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบแล้วให้รีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์โดยด่วน พร้อมกับตัวอย่างเห็ดพิษ (หากยังเหลืออยู่) เพื่อให้แพทย์รักษาต่อไป



เห็ดพิษ
รายชื่อเห็ดพิษที่แนะนำ(ไม่ให้รับประทาน)
เห็ดกระโดงตีนต่ำ
เห็ดแดงน้ำหมาก
เห็ดระโงกหิน (อร่อยมากถ้าเป็นชนิดที่กินได้)
เห็ดสมองวัว
เห็ดรูประฆัง
เห็ดเกล็ดดาว
เห็ดขี้วัว
เห็ดขี้ควาย(บ้านผมเยอะ)
เห็ดขอนสีทองเกล็ดแดง

เห็ดหัว
กรวดครีบเขียว
เห็ดกรวดเกล็ดทอง
เห็ดไข่เน่า
เห็ดไข่หงส์
เห็ดปะการังส้มอมชมพู
เห็ดห้า
เห็ดนมหนู

เห็ดพิษ
ดอกนี้มีรอยแมลงกินด้วยอยากลองไหม



น้ำห้วยกระทิง

ล่องแพห้วยกระทิง
จุดชมวิว ห้วยกระทิง
อ่างเก็บน้ำหมานตอนบนหรืออ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง
อ่างเก็บน้ำหมานตอนบนหรืออ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง หากจะพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอเมือเลยแล้ว ก็คงนึกถึงที่นี่เป็นแน่ คือการไปล่องแพที่อ่างเก็บน้ำหมานตอนบน หรือที่เรียกว่าล่องแพห้วยกระทิง

อ่างเก็บน้ำหมานตอนบนตั้งอยู่บ้านห้วยกระทิง หมู่1 ต.กกทอง อ.เมืองเลย จังหวัดเลย และบ้านโป่งเบี้ย ม. 3 ตำบลน้ำหมาน  สามารถที่จะไปล่องแพได้ทั้งสองที่ แต่ส่วนใหญ่แล้ว จะนิยมไปที่ห้วยกระทิงเพราะมีจุดล่องแพที่มากกว่า และมีแพ บริการที่มีมากกว่าที่บ้านโป่งเบี้ย

ที่นี่คืออ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหมานตอนบน ที่มีความพิเศษกว่าการไปกินและพักผ่อนจากที่อื่นคือบรรยากาศที่ร่มเย็น ลมโกรกสบายเมื่อลอยเรือแพอยู่กลางอ่างเก็บน้ำ สำหรับหน้าร้อนแบบนี้แล้ว มันเป็นอะไรที่ดีมากๆ พร้อมกับอาหารบ้านๆที่แสนจะอร่อยเป็นที่สุด อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหมานตอนบนหรืออ่างเก็บน้ำห้วยกระทิงตั้งอยู่ในวนอุทยานหริรักษ์  เป็นอ่างเก็บน้ำสันเขื่อนดิน มีขนาดความจุ 26 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 1,500 ไร่ สันเขื่อนยาว 800 เมตร สร้างเพื่อการชลประทาน บริเวณอ่างเก็บน้ำมี ทัศนียภาพที่สวยงามของป่าไผ่และภูเขาที่โอบล้อม การเดินทาง ใช้เส้นทางเลย-ภูเรือ ออกจากตัวเมือง 15 กิโลเมตร และให้เลี้ยวขวาไป 5 กิโลเมตร

การเดินทาง 
มีเส้นทางการคมนาคม 2 เส้นทาง ท่านต้องเลือกว่าจะไปที่ไหน คือ 1.บ้านโป่งเบี้ย 2.บ้านห้วยกระทิง

1.ให้ขับรถไปทางสาย เลย-ภูเรือประมาณ 5 กิโลเมตร พอถึงบ้านไร่ม่วง จะมีทางแยกเลี้ยวขวา ให้เลี้ยวขวาเข้าไป ตำบลน้ำหมาน ขับรถเข้าไปประมาณ 7 กิโลเมตร ผ่านบริเวณบ้าน ห้วยลวงไซ
และบ้านโป่งเบี้ย ก็จะถึงจุดบริการล่องแพของ อ่างเก็บน้ำหมานตอนบน (บ้านโป่งเบี้ย)

ล่องแพห้วยกระทิง
1.บ้านโป่งเบี้ย
2.ให้ขับรถไปทางสาย เลย-ภูเรือประมาณ 15 กิโลเมตร ผ่านบ้านไร่ม่วง  บ้านกอไร่ใหญ่ บ้านเสี้ยวใต้ พอถึงบ้านเสี้ยวเหนือ ให้เลยไปอีกนิดหนึ่ง จะเจอทางแยกขวา และมีศาลาริมทาง ให้เลี้ยวขวาเข้าอีกประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงสถานที่ล่องแพ อ่างเก็บน้ำหมานตอนบน (บ้านห้วยกระทิง)


ล่องแพห้วยกระทิง
2.บ้านห้วยกระทิง

หากท่านไปถึงบริเวณที่จะล่องแพแล้ว ก็ให้ทำการติดต่อและเลือกแพ ว่าจะให้บริการของแพเจ้าไหนเพราะมีให้เลือกอยู่หลายเจ้า  นอกจากมาพักผ่อนและรับประทานอาหารแล้ว ในหน้าร้อนนักท่องเที่ยว จะนิยมไปเล่นน้ำคลายร้อนกันอีกด้วย แต่ก็ต้องระวังอันตรายที่จะเกิดขึ้นด้วยควรเชื่อฟังคำแนะนำกับ ผู้ให้บริการลากแพ และสอบถามข้อมูลก่อนที่จะลงเล่นน้ำ และที่สำคัญ การดื่มสุราหรือของมึนเมา

และการยอกล้อแหล้งเพื่อน ก็เป็นสาเหตุของการจมน้ำได้ ฉะนั้นหากลงเล่นน้ำต้องสวมเสื้อชูชีพหรืออุปกรณ์ป้องกันและช่วยเหลืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

นักท่องเที่ยวสามารถเลือกนั่งรับประทานอาหารอยู่ข้างบนร้านหรือตรงฝั่งได้โดยไม่ต้องลากแพออกไปกลางน้ำ หรืออกไปบริเวณกลางน้ำได้เลือกจุดที่จะให้แพของเราไปได้อีกด้วย โดยจะคิดค่าบริการลากแพ เช่น แพเล็ก ไม่เกิน 5คน 200 บาท แพกลางไม่เกิน 10 คน 300 บาท แพใหญ่ไม่เกิน 20 คน 400 บาท หรือแล้วแต่ตกลงและโปรโมชั่นของแต่ละฤดูกาล แนะนำหากท่านไปช่วงเทศกาลเช่นช่วงสงกรานต์แนะนำให้ไป ช่วงเช้าเพราะนักท่องเที่ยวจะมาล่องแพกันเป็นจำนวนมาก จะต้องนั่นรอกันเลยทีเดียว และค่าอาหาร เครื่องดื่ม และค่าลากแพ จะมีราคาแพงขึ้นตามไปด้วย แนะนำให้ซื้อเครื่องดื่มไปเองเพราะราคาจะถูกกว่าสั่งบนแพ

ล่องแพห้วยกระทิง
ภาพบรรยากาศการล่องแพจากจุดชมวิว
ภูมิประเทศ
บริเวณตอนกลางของวนอุทยานหริรักษ์ ชลประทานได้สร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหมาน ตอนบนบริเวณด้านเหนือของอ่าง เป็นภูเขาเตี้ย มีไม้ขนาดเล็กขึ้นอยู่กระจัดกระจาย ทางด้านใต้ของอ่างเป็นภูเขาสูงชัน สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 300-500 เมตร

สัตว์ป่าสัตว์ป่าที่พบได้แก่ หมูป่า อีเห็น กระรอก ปลา และนกชนิดต่างๆ เป็นต้นป่าและพันธุ์ไม้ แต่ปัจจุบันเริ่มที่จะหายาก พบป่า 2ประเภท คือ ป่าประเภทไม่ผลัดใบ เช่น ป่าดิบแล้ง และป่าประเภทผลัดใบ เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าบริเวณหุบเขาและลำห้วยมีความชุ่มชื้นจะมีป่าดิบชื้น พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ กระบก ประดู่ แดง มะค่าโมง ตะแบก เป็นต้น ไม้พื้นล่างได้แก่ ไผ่ซาง ไผ่ไร่ ไผ่รวก ไผ่ข้าวหลาม



ล่องแพห้วยกระทิง


ล่องแพห้วยกระทิง

ล่องแพห้วยกระทิง


ล่องแพห้วยกระทิง
ล่องแพห้วยกระทิง

ล่องแพห้วยกระทิง

ล่องแพห้วยกระทิง

ล่องแพห้วยกระทิง

ล่องแพห้วยกระทิง



สวนหินผางาม (คุนหมิงเมืองไทย)


สวนหินผางาม
สวนหินผางาม

สวนหินผางาม (คุนหมิงเมืองไทย)
สวนหินผางาม ผมขอเรียกสั้นๆว่า คุนหมิงก็แล้วกันนะครับ คุนหมิงเมืองไทย หรือเรียกว่าคุนหมิงเมืองเลยก็ได้นะครับ เพราะตั้งอยู่ที่บ้าน ผางาม หมู่10 ตำบลปวนพุ อำเภอหนองหิน ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมถึงมีสวนหินผางาม ฟังดูชื่ออำเภอก็น่าจะรู้ เมื่อทานเดินทางมาตามถนน หมายเลข 201 เมื่อถึงตัวอำเภอหนองหิน ให้ท่านเลี้ยวเข้าไปตามถนนหมายเลข 4016 ไปตามถนนเรื่อยๆก็จะถึง ตำบลปวนพุ ให้ตรงไปจะผ่านบ้านห้วยไผ่เหนือ บ้านสวนห้อม และบ้านผางาม ให้เลี้ยวขวาเข้าไป สวนหินผางาม ก็จะพบกับ คุนหมิงเมืองไทยครับ รวมระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร ซึ่งระหว่างทางก็จะพบ ก้อนหิน ขนาดเล็กขนาด

ใหญ่ มากมายตามถนน และภูเขาน้อยใหญ่มากมาย แต่ในปัจจุบัน สิ่งที่พบได้ก็คือ สวนยางพาราของชาวบ้าน และการทำไร่ตาม พื้นที่ที่สามารถทำได้เพราะมีก้อนหินเยอะมาก และเมื่อเข้าไปถึงบริเวณคุนหมิง ก็จะมีต้นไม้นานาชนิดขึ้นรวมไปถึงต้นไม้หายากและต้นไม้ที่มีอายุหลายร้อยปีอีกด้วยมีการสันนิษฐานว่าในอดีตเคยเป็นพื้นที่ท้องทะเลมาก่อน และมีอายุมากกว่า 225 ล้านปี บางช่วงดูเหมือนเขาวงกต ที่มีภูเขาและก้อนหินขนาดใหญ่ สลับไปมา น่าตื่นเต้น และวังเวงภายในบริเวณมีจุดบริการนักท่องเที่ยว ร้านค้าร้านอาหาร ห้องน้ำ ลานจอดรถ และร้านขายของที่ระลึก เอาไว้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย และยังมีบริการนำเที่ยวอีกด้วย ภายในคุนหมิงจะมีจุดชมวิว และเอาไว้ถ่ายภาพของนักท่องเที่ยว ยังมีถ้ำขนาดน้อยใหญ่อีกมายมาย และน้ำตกที่สวยงามอย่างน้ำตกเพียงดิน  อุโมงค์ลานเพลิน 7 สี  ป่าเฟิร์น หินยาย หินตา อีกด้วย

สวนหินผางาม
สวนหินผางาม

สวนหินผางาม
สวนหินผางาม

สวนหินผางาม
บริเวณน้ำตกเพียงดิน
สวนหินผางาม
น้ำตกเพียงดิน



    สวนหินผางาม ( คุนหมิงเมืองไทย ) อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย


    หินไก่ฟ้าพญาลอ


    มะยมหิน


    มะยมหิน


    ถ้ำส่องดาว


    ถ้ำส่องดาว


    ผา Amazing ( รูปดวงตา )


    สวนหินผางาม


    เขาวงกต แดนมหัศจรรย์


    ผา หอยทาก


    ต้นจันผา


    คนนำทาง ( การเที่ยว สวนหินผางาม ต้องมี คนนำทาง นะครับ )


    แดนมหัศจรรย์


    แผนที่ประเทศไทย


    ป่องเอี้ยม


    ป่องเอี้ยม


    สุดแดนมหัศจรรย์


    ซุ้มประตูเขาวงกต ( ลอดท้องช้าง )


    ผา ทาร์ซาน


    หินไดโนเสาร์


    กรอบสติ๊กเกอร์


    ไดโนเสาร์ตัวเมีย


    ไม้เท้าช้าง


    หินรูปปลา ( ปากจู๋ )


    ประตูโขง ( ประตูวัด )


    รากไทร


    รากไทร


    เถาวัลย์


    เถาวัลย์บันไดลิง


    หินเต่า


    สวนหินผางาม


    หินหงส์


    สวนหินผางาม


    คุนหมิง เมืองไทย


    วิวสวยจริงๆ


    วิวสวยมาก


    ผาแคน


    ปรงพันปี


    ต้นจันแดง


    ผาบ่อง


    สวนหินผางาม

น้ำตกเพียงดิน อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย




เลยส่งผีตาโขนบินโชว์เยอรมัน นายกท้องถิ่นแห่ร่วมทัวร์ 



เลยส่งผีตาโขนบินโชว์เยอรมัน นายกท้องถิ่นแห่ร่วมทัวร์ 
   จังหวัดเลยเตรียมส่งคณะการแสดงผีตาโขนเดินทางไปร่วมงานเทศกาลไทยที่เมืองเบียร์  เฉลิมฉลองสัมพันธ์ไทย-เยอรมัน 150 ปี  ผู้ร่วมเดินทางกว่า 60 คน  นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหอบหิ้วเจ้าหน้าที่ เลขา แห่ร่วมทัวร์ด้วย เผยใช้เงินหลวงคนละ 150,000 บาท  คนท้องถิ่นติงไม่เหมาะ ไปอยู่ 8 วัน ทั้งๆที่งานมีแค่ 2 วัน ผลาญเงินภาษีประชาชน คนขนไปเกินความจำเป็น เตรียมร้อง สตง.ตรวจสอบ ด้านรองภานุ หัวหน้าคณะฯแจง นายกท้องถิ่นทุกคนมีส่วนร่วมทั้งการแสดง และจัดนิทรรศการโอท็อป ที่ต้องอยู่ 8 วันเพราะถือโอกาสศึกษาดูงานด้านการจัดการท่องเที่ยว ใครเอาเมียไปด้วยต้องจ่ายเอง ไม่ได้ใช้เงินหลวง

   จากกรณีที่จังหวัดเลยได้รับคำเชิญจากสถานกงสุลใหญ่ประจำนครแฟรงก์เฟิร์ต สหพันธรัฐเยอรมันนี ให้นำคณะการแสดงศิลปวัฒนธรรมการละเล่นผีตาโขนจังหวัดเลย เข้าร่วมงานเทศกาลไทย ที่เมืองบาด ฮัมบูร์ก เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทยกับเยอรมันครบ 150  ปี  ในระหว่างวันที่ 4-5 สิงหาคม 2555  นายสมพงศ์  อรุณโรจน์ปัญญา  ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยได้ออกคำสั่งจังหวัดเลยที่ 2650/2555  ลงวันที่ 11 กรกฎาคม  2555  เรื่องการมอบหมายภารกิจการจัดการแสดงและนิทรรศการ งานเทศกาลไทยดังกล่าว  จังหวัดได้มีคำสั่งแบ่งภารกิจ และมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบ และเป็นผู้ร่วมเดินทางไปครั้งนี้ด้วย  โดยแบ่งเป็นคณะเตรียมการจัดการแสดงผีตาโขนจำนวน 28 คน  ส่วนใหญ่เป็นนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ปรึกษา ปลัด เลขานุการนายก  และนักบริหารการคลัง ที่อยู่ในอำเภอด่านซ้าย  นอกจากนี้ยังมีเด็กนักเรียนที่จะเป็นผู้แสดงการเต้นผีตาโขนอีก 8 คน โดยมีนายภานุ  แย้มศรี เป็นหัวหน้าคณะ  ส่วนกลุ่มที่สองเป็น คณะกรรรมการจัดนิทรรศการสินค้าโอท็อป และการท่องเที่ยวมีจำนวน 30 คน  ส่วนใหญ่เป็นนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากทั่วจังหวัด มีนางสุดสายใจ  อรุณโรจน์ปัญญา  นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเลยเป็นหัวหน้าคณะ

   แหล่งข่าวซึ่งเป็นนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งเปิดเผยว่า  การเดินทางไปครั้งนี้ ใช้เงินงบประมาณจากองค์กรของตัวเองคนละประมาณ 150,000 บาท ซึ่งทางคณะผู้จัดไม่มีงบประมาณดูแล  ทั้งหมดต้องรับผิดชอบเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง  ค่าอาหาร และที่พัก  เดิมนั้นคณะที่เดินทางไปจะมีเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนไม่เกิน 30 คนเท่านั้น  แต่ตนก็ไม่ทราบว่าทำไมต้องมีจำนวนเพิ่มมาอีก 30 คน ส่วนใหญ่ที่เพิ่มเข้ามาถือว่าแทบจะไม่ส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับวัตถุประสงค์การจัดงานครั้งนี้เลย อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกลับไม่มีชื่อเป็นผู้ร่วมเดินทางไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก

   แหล่งข่าวรายนี้กล่าวอีกว่า  ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีชื่อร่วมคณะบางคนต้องตอบรับไปด้วยความลำบากใจ  เพราะงบประมาณในหน่วยงานก็มีน้อยอยู่แล้ว คิดว่าควรประหยัดเงินส่วนนี้ไว้ ทำโครงการให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากกว่า หลังจากกลับมาแล้วอยากเรียกร้องให้องค์กรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบใช้จ่ายเงินของรัฐ เช่น สตง.เข้ามาดูด้วย เพราะถือเป็นการนำเงินภาษีประชาชนไปท่องเที่ยวหาความสุขใส่ตนเอง แหล่งข่าวระบุ

   ด้านนายภานุ  แย้มศรี  รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย  หัวหน้าคณะเปิดเผยชี้แจงกับผู้สื่อข่าวว่า การได้รับคำเชิญให้นำศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดไปเผยแพร่ในงานเทศกาลระดับโลก ถือเป็นโอกาสที่ดีในด้านการประชาสัมพันธ์ของประเทศไทย และจังหวัดเลย เพื่อเชื้อเชิญให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศได้รู้จักและเดินทางมาท่องเที่ยว อันจะนำรายได้มาสู่ประชาชน  การเดินทางไปครั้งนี้เป็นโครงการอบรมสัมมนา ดูงานที่จัดโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้บริหารท้องถิ่นที่ตั้งข้อสังเกตว่าไปกันจำนวนมากนั้น อันที่จริงแล้ว ทุกคนล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับงาน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงเต้นผีตาโขน  การสาธิตการทำของที่ระลึกเกี่ยวกับผีตาโขน  การจัดนิทรรศการ  และเป็นตัวแทนของแต่ละท้องถิ่นนำของดี หรือสินค้าโอท็อปไปแสดงด้วย  เหตุที่ต้องไปหลายวันเพราะ ถือโอกาสให้ผู้บริหารท้องถิ่นได้ศึกษาเรียนรู้จากประเทศที่เจริญกว่า เพื่อนำมาปรับใช้กับท้องถิ่นตัวเอง โดยเฉพาะด้านการจัดการการท่องเที่ยว ส่วนเรื่องงบประมาณได้ใช้ของแต่ละท้องถิ่นเอง สำหรับผู้ติดตาม เช่น ภรรยา หรือญาติ ส่วนนี้ได้ออกค่าใช้เอง ไม่ใช้เงินหลวง และอีกส่วนหนึ่งได้ไปเพราะทางบริษัททัวร์เขาแถมที่นั่งมาให้ นายภานุกล่าว

   ทั้งนี้  จากการตรวจสอบเอกสารการเดินทางของคณะดังกล่าวพบว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นผู้จัดการศึกษาดูงานครั้งนี้  โดยมีบริษัทซิลเวอร์สโตนทัวร์ แอนด์ แทรเวิล จำกัด เป็นผู้นำเที่ยว ใช้เวลา 9 วัน  ระหว่างวันที่ 1-9 สิงหาคม 2555  โดยกำหนดโปรแกรมทัวร์ไว้ หลังจากการร่วมงานเทศกาลไทยแล้ว คณะจะได้ท่องเที่ยวไปตามสถานที่สำคัญ และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ใน 3  ประเทศคือ เยอรมัน เบลเยี่ยม และประเทศเนเธอร์แลน





เชียงคาน เมืองเลย
เชียงคาน
      เชียงคานเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเลย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง เคยเป็นราชธานีหรือเมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตประชาชนลาว หรือราชอาณาจักรลาวมาก่อน เมืองเชียงคานเก่า หรือเมืองสานะคาม (ชนะสงคราม) ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ทางยุทธศาสตร์สมัยราชอาณาจักรล้านช้าง ถูกก่อสร้าง โดย ขุนคาม โอรสของขุนคัวแห่งอาณาจักรล้านช้าง เมื่อประมาณปีพ.ศ. 1400 ต่อมาประมาณปีพ.ศ. 2250 ทางเวียงจันทร์ได้ตั้งเมืองเชียงคานเดิม ซึ่งอยู่ฝั่ง
ซ้ายของแม่น้ำโขงเป็นเมืองหน้าด่าน พ.ศ. 2320 พระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับพระสุรสีห์ ยกทัพไปตีกรุงเวียงจันทร์ ตีเวียงจันทร์ได้จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกต กลับมายังกรุงธนบุรี แล้วได้รวมอาณาจักรล้านช้างเข้าด้วยกันและให้เป็นประเทศราชของไทย แล้วได้กวาดต้อนผู้คนมาอยู่เมืองปากเหืองมากขึ้น แล้วโปรด
เกล้าฯ ให้เมืองปากเหืองขึ้นกับเมืองพิชัย
เชียงคานต่อมมาสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้กองทัพไทยยกทัพไปปราบเจ้าอนุวงศ์ที่นครราชสีมา เนื่องจากเจ้าอนุวงศ์ เจ้าเมืองเวียงจันทร์คิดกอบกู้เอกราชเพื่อแยกเป็นอิสระจากไทย หลังจากปราบได้สำเร็จแล้ว ก็ไปกวาดต้อนผู้คนจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมาอยู่เมืองปากน้ำเหืองมากขึ้น แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ไปขึ้นกับเมืองพิชัยครั้นถึงสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พวกจีนฮ่อได้ยกทัพมาตีเมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงพระบางและได้เข้าปล้นสดมภ์เมืองเชียงคานเดิมที่อยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ชาวเชียงคานเดิมจึงอพยพผู้คนไปอยู่เมืองเชียงคานใหม่ (เมืองปากเหือง) เป็นจำนวนมาก


เชียงคาน
ครั้นต่อมา เห็นว่าชัยภูมิเมืองเชียงคานใหม่ (เมืองปากเหือง) ไม่เหมาะสม ผู้คนส่วนใหญ่จึงอพยพไปอยู่ที่บ้านท่านาจันทร์ซึ่งใกล้กับที่ตั้งของอำเภอเชียงคานปัจจุบัน แล้วตั้งชื่อใหม่ว่า เมืองใหม่เชียงคาน ต่อมาไทยได้เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส ทำให้เมืองปากเหืองตกเป็นของฝรั่งเศส คนไทยที่อยู่เมืองปากเหืองจึงอพยพมาอยู่เมืองใหม่เชียงคาน หรืออำเภอเชียงคานปัจจุบันโดยสิ้นเชิง “แล้วได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นเมืองเชียงคานใหม่” ได้ตั้งที่ทำการอยู่บริเวณวัดธาตุ เรียกว่าศาลาเมืองเชียงคาน ต่อมาได้ย้ายที่อยู่บริเวณวัดโพนชัย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2452 เมืองเชียงคานซึ่งมีพระยาศรีอรรคฮาด (ทองดี ศรีประเสริฐ) ได้รับตำแหน่งนาย อำเภอเชียงคานคนแรก ต่อมาปี พ.ศ. 2484 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอเชียงคานมาอยู่ ณ ที่อยู่ปัจจุบันตราบเท่าทุกวันนี้

ทำบุญตักบาตรในตอนเช้าที่เชียงคาน
เหมือนเวลาจะหมุนช้าลง เมื่อมาเยือน เชียงคาน 
เชียงคาน
คงไม่ใช่คำกล่าวอ้างที่ผิดนัก เพราะ เชียงคาน อำเภอเล็ก ๆ ในจังหวัดเลย ยังคงอารยธรรมแห่งลุ่มน้ำโขง ที่ผสม  ผสานกับความทันสมัยของโลกปัจจุบันได้อย่างลงตัว ความเงียบสงบของเมือง ความน่ารักของผู้คน ที่ยังดำรงวิถีชีวิตแบบราบเรียบ และกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างแนบแน่นดีเยี่ยม รวมไปถึงทัศนียภาพพริมฝั่งโขงที่สวยงาม คงเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่ทำให้นักเดินทางมักแวะเวียนไปต้องมนต์เสน่ห์ ณ เชียงคาน แต่่จริง ๆ แล้ว เชียงคาน ยังมีอะไรดี ๆ เด็ด ๆ รอให้คนที่ชื่นชอบวิถีชีวิตท้องถิ่น รักความงามของอดีตกาล ไปสัมผัสถึงความเป็น เชียงคาน ให้เห็นด้วยตา ซึ่งวันนี้กระปุกดอทคอมก็พร้อมจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับ เชียงคาน ให้มากขึ้นอีก ถ้าใครพร้อมแล้วก็ตามเราเข้าไปเที่ยว เชียงคานเลย

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวเที่ยวแจ่ม ๆ ของ เชียงคาน ได้แก่ 
วัดศรีคุณเมือง ตั้งอยู่ที่ซอย 7 ถนนชายโขง ทางด้านเหนือของตลาดเชียงคาน มีกำแพงแก้วล้อมรอบตัวพระอุโบสถ วัดนี้เป็นแหล่งรวมงานศิลปะทั้งแบบล้านนาและล้านช้างดังจะเห็นได้จากโบสถ์ ซึ่งหลังคาลดหลั่นอย่างศิลปะล้านนา ศิลปวัตุที่สำคัญมีหลายชิ้น เช่น พระพุทธรูปไม้จำหลัก มีพระเกศาเป็นปุ่มแหลมเล็ก พระกรรณค่อนข้างแหลมและยาว ลงรักปิดทองปางประทานอภัยแบบล้านช้าง สันนิษฐานว่ามีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 24-25 นอกจากนี้ ในวัดยังมีธรรมาสน์ไม้แกะสลักลงรักปิดทองทุกด้านที่พนักหลังมียอดคล้ายปราสาท ด้านหน้าโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังอยู่เต็มหน้าบัน ภาพทั้งหมดเป็นภาพนิทานชาดกชุดพระเจ้าสิบชาติซึ่งวาดขึ้นใหม่แทนของเดิม
          วัดท่าแขก เป็นวัดเก่าแก่โบราณ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากอำเภอเชียงคาน 2 กิโลเมตร ก่อนถึงหมู่บ้านน้อย และแก่งคุดคู้ ปัจจุบันเป็น วัดธรรมยุติ ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูป 3 องค์ สกัดจากหินแกรนิตทั้งก้อน หน้าตักกว้าง 2 ศอก เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์มาก
          พระใหญ่ภูคกงิ้ว เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระพุทธนวมินทรมงคลลีลา ทวินคราภิรักษ์ ตั้งอยู่ที่ภูคกงิ้ว บ้านท่าดีหมี ตำบลปากตม ประดิษฐานอยู่บนเนินเขาบริเวณปากลำน้ำเหืองจรดกับแม่น้ำโขง เป็นพระพุทธรูปปางลีลาประทานพร หล่อด้วยไฟเบอร์ผสมเรซิ่นสีทองทั้งองค์ สูง 19 เมตรตัวฐานกว้าง 7.2 เมตร สร้างขึ้นโดยกองทัพภาคที่ 2 และประชาชน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ เมื่อ พ.ศ.2542 และในมหามงคลแห่งราชพิธิราชาภิเษก ครบ 50 ปี พ.ศ. 2543 สร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2544 บริเวณโดยรอบสามารถชมทัศนียภาพที่สวยงามของแม่น้ำโขง และประเทศลาวได้ การเดินทาง จากตัวเมืองเลยทางหลวงหมายเลข 201 (เลย-เชียงคาน) ไป 47 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายบริเวณสามแยกตรงไปจนถึงบ้านท่าดีหมี่ แล้วเลี้ยวขวาที่โรงเรียนบ้านท่าดีหมี่ ไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร
เชียงคาน
แก่งคุดคู้ ที่เชียงคาน
แก่งคุดคู้ เป็นแก่งหินใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขง ห่างจากตัวอำเภอเชียงคานประมาณ 3 กิโลเมตร ประกอบด้วย หินก้อนใหญ่ ๆ เป็นจำนวนมาก จากการที่หินเหล่านี้อยู่ใต้น้ำเป็นเวลานาน ทำให้หินเหล่านี้มีสีสัน ไปต่าง ๆ ตัวแก่งกว้างใหญ่เกือบจรดสองฝั่งแม่น้ำโขง มีกระแสน้ำไหลผ่านไปเพียงช่องแคบ ๆ ใกล้ฝั่งไทยเท่านั้นเอง ซึ่งกระแสน้ำเชี่ยวกราก เวลาที่เหมาะจะชมแก่งคุดคู้ที่สุดคือ เดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเวลาที่น้ำแห้ง มองเห็นเกาะแก่งชัดเจน บริเวณแก่งมีร้านอาหารจำหน่ายมากมาย



การเดินทางมาเชียงคาน
เชียงคาน
รถยนต์ เส้นทางที่ 1 : จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ผ่านตัวเมืองสระบุรี ตรงเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 203 ผ่านอำเภอหล่มสัก หล่มเก่า เข้าเขตจังหวัดเลยที่ อำเภอด่านซ้าย อำเภอภูเรือ ถึงตัวเมืองเลยใช้เวลาเดินทางประมาณ 7-8 ชั่วโมง
          เส้นทางที่ 2 : จากสระบุรี ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 มิตรภาพ ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ถึงจังหวัดขอนแก่น แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 12 ผ่านอำเภอชุมแพ แล้วใช้เส้นทางหมายเลข 201 เข้าเขตจังหวัดเลยที่อำเภอภูกระดึง อำเภอวังสะพุง ถึงตัวเมืองเลยได้เช่นเดียวกัน
รถไฟ
เชียงคาน
    จังหวัดเลยไม่มีสถานีรถไฟ นักท่องเที่ยวต้องเดินทางไปลงที่สถานีอุดรธานี และต่อรถโดยสารประจำทางไป จังหวัดเลยได้ สอบถามตารางรถไฟได้ที่ หน่วยบริการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร.1690, 0 2233 7010, 0 2223 7020 หรือ สถานีอุดรธานี โทร. 0 4222 2061 www.railway.co.th รถโดยสารประจำทางบริษัท ขนส่ง จำกัด มีรถโดยสารประจำทางวิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-เลย ทุกวัน ทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง รายละเอียดสอบถามที่สถานีขนส่ง หมอชิต 2 โทร.0 2936 2852-66







สถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ
เลย จังหวัดที่ดูเหมือนไปเท่าไรก็ไม่ถึงสักที เพราะมัวแต่เลยไปทุกครั้ง จังหวัดนี้ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเมืองที่หนาวที่สุดในประเทศไทย เมืองแห่งหน้าผาภูกระดึงอันลือลั่นที่มีคนมานั่ง นอน ยืน ดูพระอาทิตย์ขึ้นกันมากที่สุด เมืองที่มีงานประเพณีผีตาโขนอันคล้ายคลึงกับวันฮาโลวีนของฝรั่ง และเป็นเมืองที่มีไร่องุ่นผลิตไวน์เป็นแห่งแรกของเมืองไทย เสน่ห์หลายอย่างของเมืองเลยทำให้หลายคนที่ได้มาเยือนยังคงจดจำและ อยากที่จะกลับมาเยือนเมืองเล็ก ๆ ที่น่ารักแห่งนี้อีกครั้ง
ในเสน่ห์หลาย ๆ ประการของเมืองเลย มีอย่างหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ ที่นี่เป็นที่ตั้งของสถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ แหล่งศึกษาวิจัยและทดลองปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ปลูกพืชผักผลไม้เมืองหนาว เพื่อนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าทดลอง เผยแพร่ออกไปให้เกษตรกร มาเป็นระยะเวลายาวนาน บนเนื้อที่ 5,000 ไร่ ของสถานีทดลองเกษตรที่สูงแห่งนี้ โอบล้อมด้วยทิวทัศน์ของภูเขาสูง และห่อคลุมด้วยความหนาวเย็น รอคอยให้นักเดินทางผู้สนใจในเรื่องราวของการเกษตรที่สูงได้ก้าวเข้ามาเยี่ยมชม 
ความเป็นมา 

เนื่องจากในพื้นที่ภาคอีสานนั้นมีจังหวัดเลยเพียงจังหวัดเดียว ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นและมีระดับความสูงเหมาะสมต่อการเกษตรบนที่สูง กรมวิชาการเกษตร จึงมีความคิดที่จะจัดตั้งสถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือขึ้นเพื่อทำการทดลองพันธุ์พืชไม้ดอกเมือง หนาวสำหรับส่งเสริมให้แก่เกษตรกรทำการเพาะปลูกในปี พ.ศ. 2529 ได้มีการสำรวจ บริเวณยอดภูครั่ง อำเภอภูเรือ และป่าเสื่อมโทรมบริเวณใกล้เคียง พบว่ามีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร อันเหมาะสมสำหรับทดลองพันธุ์พืชเมืองหนาว มีแหล่งน้ำเพียงพอ และมีพื้นที่กว้างสามารถขยายออกไปได้ถึง 5,000 ไร่ จึงดำเนินการจัดตั้งเป็นสถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือขึ้น 
ผลงานของสถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือที่ผ่านมา คือ การทดสอบพันธุ์ไม้ผลเมืองหนาว สำหรับปลูกในพื้นที่สูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้แก่ พันธุ์แอปเปิ้ล พันธุ์ท้อ สำหรับรับประทานสด พันธุ์พลัม จากการทดสอบพบว่าบางพันธุ์สามารถเติบโตได้ดีในสภาพอากาศของที่สูง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่บางพันธุ์ก็มีการเติบโตช้า ออกดอกได้เฉพาะช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นและติดผลได้ในบางปี อย่างไรก็ตามยังคงยากลำบากอยู่ในการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ ส่วนการปลูกสตรอเบอรี่และไม้ดอกเมืองหนาวนั้นที่ผ่านมาได้ผลเป็นอย่างดี 
นอกจากนี้ สถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือยังได้มีความพยายามที่จะทำการรวบรวมและศึกษาพันธุ์องุ่น สำหรับทำไวน์และองุ่นสำหรับรับประทานสดเพื่อพัฒนาพันธุ์และส่งเสริมให้เกษตรกรใน จังหวัดเลยทำการปลูกต่อไปอีกด้วย
สถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ ตั้งอยู่ที่ตำบลปลาบ่า อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย 

การเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้เส้นทางได้ 2 เส้นทาง เส้นทางแรก จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านตัวเมืองสระบุรี ตรงเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ตรงเข้าทางหลวงหมายเลข 203 ผ่านอำเภอหล่มสัก หล่มเก่า เข้าเขตจังหวัดเลยที่อำเภอด่านซ้าย ผ่านอำเภอด่านซ้ายเข้าเขตอำเภอภูเรือ ก่อนถึงอำเภอภูเรือประมาณ 7 กิโลเมตร (บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 57 – 58) เป็น มีแยกสามแยกกกโพธิ์ ให้เลี้ยวขวาจะเห็นป้ายขวามือบอกทางเข้าสถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือตรงเข้าไปประมาณ 7 กิโลเมตร จะถึงแยก “บ.ปลาบ่า-หินสอ” ให้เลี้ยงขวาไปอีกประมาณ 16 กิโลเมตร สถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือตั้งอยู่ด้านขวามือ รวมระยะทางทั้งสิ้น 487 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 – 8 ชั่วโมง 
อีกเส้นทางหนึ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 2 ผ่านจังหวัดนครราชสีมาถึงจังหวัดขอนแก่น แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 12 ผ่านอำเภอชุมแพ แล้วใช้เส้นทางหมายเลข 201 เข้าเขตจังหวัดเลยที่อำเภอภูกระดึง ผ่านอำเภอวังสะพุง แล้วตัดเข้าอำเภอภูเรือได้เช่นกัน เส้นทางนี้จะอ้อมมากกว่า 
การเดินทางไปสถานีเกษตรที่สูงภูเรือโดยรถประจำทางไม่สะดวกนัก นักท่องเที่ยวต้องนั่งรถไปถึงอำเภอด่านซ้ายหรืออำเภอภูเรือแล้วจึงหารถรับจ้างไปที่สถานีฯ 
จุดท่องเที่ยวภายในสถานีฯปัจจุบันสถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือมีพื้นที่ที่เปิดดำเนินการทั้งสิ้น 1,500 ไร่ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินชม ศึกษาแปลงทดลองการเกษตรภายในสถานีฯ ได้ โดยบางจุดสามารถที่จะเดินเท้าได้ แต่บางจุดก็ควรใช้พาหนะ ซึ่งใช้ได้ทั้งรถเก๋ง รถขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือจักรยาน จุดที่ 1 แปลงไม้ดอกเมืองหนาว 
ถือเป็นจุดเด่นของสถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือเลยทีเดียว เนื่องจากจุดที่ตั้งของสถานีฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลยนั้นเป็นจุดที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวได้มากมายหลายชนิด เทียบเท่ากับพื้นที่ทางเหนือของประเทศอย่างเชียงใหม่ หรือเชียงราย แต่ที่นี่จะพิเศษกว่าตรงที่หนาวก่อนและหนาวยาวนานกว่าในภาคเหนือ ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงสามารถจะมาเที่ยวชมความงามของไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวที่นี่ ได้ก่อนใคร และระยะเวลาในการบานอวดสีสันของบรรดาไม้ดอกเหล่านี้ก็จะอยู่คงทนไปจนถึงราวเดือน มีนาคมเลยทีเดียว 
แปลงไม้ดอกไม้ประดับที่นี่มีเนื้อที่ถึง 3 ไร่ เริ่มต้นจากแปลงกุหลาบพันธุ์ก้านแข็ง ดอกใหญ่หลากหลายสีสัน ถือเป็นราชินีของไม้ดอกทั้งมวล แปลงเพาะพันธุ์กุหลาบจะตั้งอยู่บนเนินเขา ลดหลั่นกันลงไปเป็นชั้น ๆ เห็นทิวเขาที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ มีทางเดินที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินลัดเลาะเที่ยวชมได้ตลอด 
ส่วนไม้ดอกเมืองหนาวอื่น ๆ ได้แก่ แพนซี่ คาร์เนชั่น ฟอร์เก็ตมีนอท ลิ้นมังกร หน้าแมว พิทูเนีย รวมถึงคะน้าใบหยัก ที่เมื่ออุณหภูมิต่ำถึงระดับความเย็นจัด จะเปลี่ยนเป็นสีขาวทั้งต้น ตัดกับกุหลาบแฟนซีที่เป็นสีม่วงทั้งต้นสวยงามและน่าชมมาก 

จุดที่ 2 ทุ่งซัลเวียและแปลงรวบรวมไม้ผลเมืองหนาว
ซัลเวีย เป็นไม้ดอกเมืองหนาวมีดอกสีแดงเข้มตัดกับใบสีเขียวของมัน มีถิ่นกำเนิดจากประเทศบราซิล ชอบอากาศเย็น ซัลเวียเมื่ออยู่ลำพังเพียงต้นเดียวก็ดูไม่โดดเด่นอะไรนัก แต่ถ้าอยู่รวมกันเป็นทุ่งแล้ว สีแดงเข้มที่ดารดาษเต็มทุ่งของมันจะแต่งแต้มให้พื้นที่ตรงนั้นสว่างไสวขึ้นมาทันที 
ทุ่งซันเวียที่สถานีเกษตรที่สูงภูเรือแห่งนี้ปลูกอยู่บนเนินเขา แทรกแซมอยู่ระหว่างแปลงไม้ผลเมืองหนาวหลากหลายชนิด ทั้งแอปเปิล ท้อ สาลี่ และพลัม ซึ่งเป็นพันธุ์ทดลองปลูกในพื้นที่สูงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หากนักท่องเที่ยวมาตรงช่วงเวลาที่ไม้ผลเหล่านี้ออกผล ซึ่งตรงกับช่วงราวเดือนมีนาคม-กรกฎาคม ก็สามารถเด็ดชิมได้จากต้นเลยทีเดียว หรือหากเดินทางมาในช่วงหนาว ก็จะได้ชมไม้ผลเหล่านี้ทั้งใบ ผลิดอกเต็มต้น การได้เดินชมดอกท้อ แอปเปิล สาลี่ บานเต็มต้น ตัดกับสีสันอันสดใสของทุ่งซัลเวีย แดง ม่วง ชมพู จึงเป็นบรรยากาศชวนให้เพลิดเพลินใจเป็นอย่างยิ่ง 

จุดที่ 3 แปลงไม้กฤษณา
สถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ 
ตั้งอยู่ตำบลปลาบ่า เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านวิชาการในการศึกษาค้นคว้าทดลองไม้ดอกไม้ผล ทั้งของเมืองหนาวและพืชสวนของท้องถิ่นที่เหมาะสมกับดินฟ้าอากาศและระบบนิเวศ ได้แก่ ทุ่งซัลเวีย แปลงไม้กฤษณา สวนไม้หอมเฉลิมพระเกียรติ แปลงสตรอว์เบอร์รี่ โรงเรือนเพาะชำ ไม้กระถาง จากนั้นก็ถ่ายทอดเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยแก่เกตรกรและผู้ที่สนใจต่อไป นักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าชมไม้ผลและไม้เมืองหนาวควรไปช่วงเดือนกันยายน-เมษายน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 042-891199, 042-891398
ข้อมูลจาก thai-tour.com